วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

ดอก bleeding Heart

    

ชื่อดอกไม้ชนิดนี้คือ Bleeding Heart  มีคนไทยพยายามถอดออกมาเป็นภาษาไทยว่า โลหิตแห่งหัวใจ  หรือ บางคนก็ให้ชื่อว่า หทัยหยาดทิพย์ แต่ถ้าอยู่ในเยอรมัน ดอกไม้นี้จะถูกเรียกว่า Traenendes Herz ชื่อนี้ถอดมาเป็นภาษาไทยได้ว่า ดอกหัวใจเจ้าน้ำตา

 

 

 

เหตุที่เขาได้ชื่อว่า bleeding heart ก็เพราะว่า เมื่อดอกเขาผลิใหม่ ๆ ยังตูม ๆอยู่ที่ปลายแหลมของหัวใจด้านล่าง จะมีติ่งรูปร่างคล้ายหยดน้ำ มีสีแดง ๆ ดูเหมือนหยดเลือด  แต่เมื่อดอกเริ่มบาน  ตัวหยดจะเปิดออกให้เห็นใส้สีขาว ๆ อยู่ข้างใน คราวนี้จะเห็นหยดน้ำไหลออกมาจากหัวใจแทน คนเยอรมันเห็นตรงนี้เหมือนหยดน้ำตา เลยเรียกดอกนี้ว่า  Traenendes herz อกหัวใจเจ้าน้ำตา 

  

ตามความเป็นจริงแล้ว  ดอกไม้นี้ดอกค่อนข้างเล็ก  คนที่เคยเห็นเล่าให้ฟังว่า ขนาดดอกเท่ากับปลายหัวแม่โป้งเท่านั้นเอง แต่ความงดงามเป็นเลิศ  เขาบรรยายให้ฟังว่า  ดอกไม้นี้สวยงามอ่อนช้อย และน่ารักมาก ๆ   เมื่อเพ่งดูอย่างพินิจแล้วจะไม่รู้สึกเลยว่าดอกไม้สื่อความหมายในแง่ความเศร้า ความเสียใจ หรือ ความสลดหดหู่ใด ๆ  แต่กลับให้ความหมายออกมาในลักษณะของความปิติ  ความสดชื่นเบิกบาน  เป็นไปได้ไหมว่า หยดเลือด หรือหยดน้ำตานั้น มันเป็นสัญญลักษณ์ของความดีใจ  ทำนองดีใจเลยร้องให้ 

 

บุหงาส่าหรี

  กลิ่นหอมของบุหงาส่าหรี ที่เป็นพวงสีขาวยาว  ทำให้จิตใจสงบได้เยอะ
ปลูกในบ้าน จะหอมเย็นมาก  ยิ่งออกดอกมาก กลิ่นจะอบอวลหอมกรุ่น

ลักษณะทั่วไป

ต้น :
ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 3-5 ม. ม ทรงพุ่มโปรง แตกกิ่งก้านจำนวนมาก
ใบ :
ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก ก้านใบสีส้ม
ดอก :
ช่อดอกสีขาว ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบดอกติดกัน ตอนปลาย แยก 4-5 แฉก มีกลิ่นหอมในชาวงกลางคืนจนถึงสาย ๆ

การขยายพันธุ์ 
 
- การตอน กิ่งค่อนข้างเปราะ ต้องระวังกิ่งหักมากๆค่ะ เพราะลำต้นอ่อนและเปราะค่ะ

- การปักชำ นิยมปักชำกิ่งที่มียอดอ่อน

ข้อแนะนำ


บุหงา ส่าหรีเป็นพันธุ์ไม้ที่มีความต้องการน้ำไม่มากแต่ต้องการบ่อยครั้ง เมื่อปลูกไปหลายๆ ปีควรมีการตัดแต่งครั้งใหญ่ๆ สักครั้งหนึ่ง จะช่วยให้ขนาดของใบและดอกดีขึ้น


การสังเกตว่าปริมาณน้ำที่ต้นบุหงาส่าหรีได้รับเพียงพอหรือไม่ ให้ใช้หลักการสังเกตสีของใบค่ะ หมายความว่า ถ้าสีของใบจะมีสีค่อนข้างเหลือง แสดงว่าขาดน้ำ
        บุหงาส่าหรีมักมีการออกดอกบริเวณที่เป็นกิ่งอ่อน

ประโยชน์ 
 
เป็นไม้ประดับ ดอกสวยงามและมีกลิ่นหอม
พุ่มให้ร่มเงา เป็นพรรณไม้อยู่กลางแจ้ง อยู่กลางแสงแดดจัดได้
ปลูกง่าย ขึ้นได้กับดินทุกชนิดค่ะ


 

ดอก Forget me not

ถ้าใครกำลังมีความรัก เห็นดอกอะไรก็คงไม่มีความหมาย แม้ดอกหน้าวัว ยังบอกว่าสวยงาม เพราะดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอยู่ในใจ มันท่วมท้นไปหมด มองอะไรก็เจริญหูเจริญตาไปเสียหมด

แต่ดอกไม้ที่ชื่อว่า Forget me not  ความหมายดี 'อย่าลืมฉัน' มันช่างกินใจเสียเหลือเกิน  แถมหน้าตาของดอกก็ไม่เลวอีกด้วย สีสันสวยงาม น่าชื่นชมเหมาะกับชื่อ แต่ถ้ารู้ที่มา จะยิ่งซาบซึ้งในดอกไม้ชนิดนี้ ควรรีบหาให้แฟนด่วน

คำว่า “ Forget-Me-Not” แปลว่า “ อย่าลืมฉัน ” เป็นคำพูดสุดท้ายของผู้ชายคนหนึ่งก่อนที่ความตายจะมาพรากเขาไปจากสาวคนรัก หนุ่มคนนี้มีชีวิตอยู่ในประเทศฝรั่งเศสเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว เขาเป็นอัศวินผู้กล้าหาญ ซึ่งมีคนรักเป็นสาวงาม ครบสูตรคู่รักเฟอร์เฟ็คท์ของสมัยนั้น วันหนึ่งทั้งคู่ไปเดินเล่นริมแม่น้ำ บังเอิญสาวคนรักเหลือบไปเห็นดอกไม้แปลกหน้าสีม่วงเข้มสดใส ซึ่งไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ชูดอกงามอยู่ริมตลิ่ง เธอก็เลยขอร้องคนรักให้ลงไปเก็บให้ ซึ่งเขาก็ทำตามโดยดี แต่โชคร้ายที่ตลิ่งลื่นมาก และตัวเขาก็ใส่เสื้อเกราะเหล็กซึ่งหนักอึ้งอยู่ ชายหนุ่มก็เลยลื่นตกลงไปในแม่น้ำที่เชี่ยวกราก เขาพยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด แต่เพราะน้ำหนักเสื้อทำให้เขาจมลงไปทุกที ชายหนุ่มรู้จุดจบของเขาคงจะมาถึงแน่แล้ว เขาจึงโยนดอกไม้ดอกงามขึ้นไปให้สาวคนรักและตะโกนบอกเธอเป็นประโยคสุดท้ายว่า “ Ne moubliez pas... อย่าลืมฉันนะที่รัก ” จากนั้นร่างของเขาก็จมลงหายไปในแม่น้ำ “ ดอก Forget Me Not ” (เป็นคำในภาษาอังกฤษแปลว่าอย่าลืมฉัน) จึงถูกตั้งให้เป็นตัวแทนของรักแท้ที่ไม่มีวันดับ เหมือนความรักของอัศวินหนุ่มกับสาวคนรักนั้นเอง

ดอกไม้มงคล

  มณฑา  ดอกที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ  เมื่อยามลมพัดไหว

มณฑาเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง

•ลักษณะ : เป็นพุ่มผิวเปลือกลำต้นเรียบสีเทา
•ลำต้น : มีความสูงประมาณ4-10 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขาน้อย
•ใบ: มีขนาดใหญ่มีสีเขียว ลักษณะใบเป็นรูปทรงรี ขอบใบขนานตัวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ขนาดใบกว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-9 เซนติเมตร
•ดอก : แตกออกตามง่ามใบ หรือส่วนยอดของลำต้น กลีบดอกแข็งหนา กลีบดอก 3 กลีบ ซ้อนกันเป็นชั้น ลักษณะคล้ายกับดอกลำดวน ดอกเล็กสีเหลืองมีกลิ่นหอมไปไกล
•ความเชื่อ : คนไทยโบราณเชื่อว่าปลูกไว้ประจำบ้านจะทำให้มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นดอกไม้ทิพย์ที่อยู่บนสวรรค์และได้บันดาลตกลงมาสู่โลกมนุษย์ ละมีความเชื่อว่าถ้าปลูกไว้ไว้ประจำบ้านแล้วจะเกิดความงดงามเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย
•การปลูก : เพื่อความเป็นสิริมงคล ควรปลูกไว้ทางทิศตะวัตตกเฉียงเหนือ
 
วันที่เหมาะ คือวันพุธ และผู้ปลูกควรเป็นผู้ที่มีวันเกิดตรงกับวันพฤหัสบดีจะเป็นมงคลมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมณฑาเป็นดอกไม้ประจำของนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดีที่มีนามว่า กิริณีเทวี นางกิริณีเทวีซึ่งเป็นนางประจำวันพฤหัสบดีในธิดาของพระอินทร์ หากผู้อาศัยในบ้านเกิดในวันพฤหัสบดีด้วยแล้วก็จะเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น:)
 

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

10 พืชแปลกทั่วมุมโลก

ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่เรายังไม่เคยเห็นบนโลกสีน้ำเงินใบนี้  สิ่งมีชีวิตหลายอย่างที่ต้องการการค้นพบ และอีกหลายชนิดดำรงชีวิตอยู่เงียบๆ โดยที่เราไม่เคยพบเห็น

พืชแปลก 10 ชนิดทั่วมุมโลก
                       


1.พายเบอรี่
พายเบอรี่
คำ ว่า 'พายเบอรี่' เกิดจากการนำชื่อของสับปะรดและสตรอเบอรี่มารวมกัน  รูปทรงคล้ายสตรอเบอรี่  แต่มีสีขาวและมีเมล็ดสีแดงแทรกอยู่บนผิว  มีรสชาติและกลิ่นเหมือนสับปะรด  เป็นผลไม้ป่าของทวีปอเมริกาใต้ที่ใกล้สูญพันธุ์  มีขนาดผลประมาณ  15 - 23  มิลลิเมตร  




2.กุหลาบสีรุ้ง
พายเบอรี่
กุหลาบ สีรุ้งเป็นดอกไม้ที่ไม่มีกลิ่น กลีบดอกมีหลากสีสัน  ลำต้นยาวประมาณ 40 - 100 เซนติเมตร  เมื่อดอกกุหลาบบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร ปีเตอร์ ฟาน เดอร์ แวร์เคิน เจ้าของบริษัทดอกไม้ในประเทศฮอลแลนด์เป็นผู้คิดค้น  วิธีการผลิตทำได้โดยการฉีดสารสีเข้าไปที่ลำต้นของกุหลาบ  กลีบกุหลาบจะดูดซับสีนั้นเอาไว้จนได้กุหลาบสีรุ้งออกมา  






3.ต้นเบาบับ
ต้นเบาบับ
เป็น ต้นไม้พื้นเมืองของทวีปแอฟริกา  มีความสูง 5 - 30 เมตร  ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 - 11 เมตร  บางครั้งอาจเรียกว่า 'ต้นไม้กลับหัว' เพราะช่วงที่ต้นเบาบับผลัดใบจนหมดจะเหลือเฉพาะกิ่งก้านดูเหมือนรากไม้ชี้ ขึ้นฟ้าเมื่ออากาศแห้งแล้งต้นเบาบับก็สามารถอยู่รอดได้  เพราะในลำต้นสามารถเก็บน้ำได้มากถึง 120,000 ลิตร  เชื่อกันว่าใครปลูกต้นเบาบับจะมีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต 











4.ดอกเทียนนกแก้ว
ดอกเทียนนกแก้ว
ดอก เทียนนกแก้ว  เป็นพืชหายากชนิดหนึ่ง  พบเฉพาะที่สูงทางภาคเหนือของประเทศไทย  เป็นพืชล้มลุก  ลำต้นอวบน้ำ  สูงประมาณ 0.5 - 1.5 เมตร  ดอกมีรูปทรงสวยงามเหมือนนกที่โดนแมวกัดไปครึ่งตัว  มีสีม่วงแกมแดงและขาว  ขนาด 2 - 3 เซนติเมตร  ออกดอกในช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายนของทุกปี  











5.ว่านค้างคาวดำ
ว่านค้างคาวดำ
ว่าน ค้างคาวดำมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ว่านหัวลา ว่านพังพอน ว่านนางครวญ และมังกรดำ  พบในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น  เป็นไม้ล้มลุก  มีเหง้าใต้ดิน  ดอกสีม่วงดำ  ก้านใบแผ่เป็นครีบดอกคล้ายค้างคาวบิน  มีใบประดับกลมยาวสีม่วงดำเหมือนหนวดแมวประมาณ 10 - 25 เส้น  นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและนำมาต้มดื่มเป็นสมุนไพรบำรุงกำลัง 





6.ดอกทานตะวันสีดำ
ดอกทานตะวันสีดำ
ดอก ทานตะวันสีดำพบในสหราชอาณาจักร  ลักษณะเด่นอยู่ตรงที่ลำต้นแคระแกร็น  สูงประมาณ 4 ฟุต  มีดอกสีแดงม่วงเข้มอมน้ำตาลจนดูเป็นสีดำ  เริ่มออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายน - ตุลาคมของทุกปี  ดอกทานตะวันสีดำมีหลายพันธุ์  แต่พันธุ์ที่มีสีดำเข้มที่สุดคือ แบล็ก เมจิก เอฟ วัน












7.ต้นไม้มังกร
ต้นไม้มังกร

ต้นไม้มังกรพบในหมู่เกาะคะเนรี ประเทศสเปน  มีลำต้นเพียงลำต้นเดียวหรือมากกว่าหนึ่งลำต้นก็ได้  สูงประมาณ 12 เมตร  รูปทรงคล้ายร่ม  มีใบหนา  เป็นต้นไม้ที่เจริญเติบโตช้า  สูงขึ้นเพียงปีละ 1 เมตรเท่านั้น  เมื่อฟันบริเวณโคนต้นไม้มังกร จะมีของเหลวสีแดงไหลออกมา  เรียกกันว่า 'เลือดมังกร'







ลิลลี่งูเห่า
8.ลิลลี่งูเห่า
เป็น พืชกินแมลงที่เลี้ยงยากที่สุดในโลก  มีรากแตกเป็นฝอยเล็กๆ ไม่มีรากแก้ว  ใบมีลักษณะแทงขึ้นพ้นพื้นดินเป็นกอคล้ายงูเห่า  จับแมลงโดยใช้กลิ่นหอมของน้ำหวานหลอกล่อให้แมลงบินเข้าไป  เมื่อแมลงมองเข้าไปด้านในจะเห็นแสงสว่างส่องมาจากด้านบน  ทำให้คิดว่าเป็นท้องฟ้า  แต่ว่าแมลงก็ไม่สามารถเดินกลับออกมาด้านนอกได้เพราะมีขนแหลมภายในกรวยคอย ทิ่มอยู่ 





9.จอกบ่วาย
จอกบ่วาย
จอกบ่วาย

จัดอยู่ในกลุ่มพืชกินแมลงพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  ใบเป็นแผ่นมนรีลักษณะคล้ายช้อนเรียงกันเป็นรูปวงกลม  มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 - 3 เซนติเมตร  ช่วงต้นฤดูฝนใบมีสีเขียว  แต่ในช่วงปลายฤดูฝนใบจะมีสีแดงเรื่อตามขอบใบ  บนใบจะมีขนเล็กๆ จำนวนมากซึ่งมีน้ำหวานเหนียวๆ คล้ายหยาดน้ำค้างทใช้ดักจับมดแมลงไว้เป็นอาหาร  อีกชื่อหนึ่งของจอกบ่วายคือ 'หยาดน้ำค้าง'  


10.ปีศาจทะเลทราย

ปีศาจทะเลทราย

 ปีศาจ ทะเลทรายเป็นพืชโบราณไร้ดอก  มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทะเลทรายนามิบ  ระหว่างประเทศนามิเบียและประเทศแองโกลา  มีเพียงลำต้น ราก และใบเท่านั้น  ลำต้นหนา  มีอายุประมาณ 400 - 1,500 ปี  เมื่อเติบโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 6 ฟุต กว้าง 24 ฟุต บางคนคิดว่ามันรูปร่างเหมือนมนุษย์ต่างดาว 




วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ต้นบัวสวรรค์


บัวสวรรค์  เป็นไม้พุ่มขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 1-3 เมตร ใบยาวรูปไข่- กลับ ปลายเรียวแหลมยาว   40 - 50 เซนติเมตร แผ่นใบยาว เรียวแคบไปถึงโคนใบ ไม่มีก้านใบ ดอกออกตามซอกกิ่ง เป็นดอกเดี่ยว กลีบแยกจากกันแต่ห่อซ้อน ๆ กันเป็นชั้นๆ มีสีชมพูเข้มคล้ายดอกบัว ภายในมีเกสรจำนวนมาก และงุ้ม งอเข้าหากลางดอก หอมน้อย ๆ ดอกโรยจะเห็นผล ซึ่งมี ปลายตัด มีเมล็ดอยู่ภายในเป็นไม้ปลูก ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ต้นพญาสัตบรรณ

กลิ่นหอมของสัตบรรณ ที่ไกลนับกิโลเมตร ก็ยังส่งกลิ่นไม่จาง ถ้ายิ่งปลูกเป็นทางตามริมถนนยิ่ง ทำให้ถนนนั้นหอม (จนเกือบเหม็น) ไปทั่วทั้งถนน

พญาสัตบรรณเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ12-20 เมตรผิวลำต้นมีสะเก็ตเล็กๆสีขาวปนน้ำตาลกรีดดูจะมียางสีขาวลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามากลักษณะเป็ฯชั้น ๆ ใบออกเป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่งช่อหนึ่งมีใบประมาณ 5-7 ใบ ก้านใบสั้น ใบสีเขียวถ้าเด็ดก้านใบจะมียางสีขาวลักษณะใบยาวรีปลายใบมนโคนใบแหลมขนาดใบยาวประมาณ10-12 เซนติเมตรออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือส่วนยอดของลำต้นดอกเป็นกลุ่มคล้ายดอกเข็มช่อหนึ่งจะมีกลุ่มดอกประมาณ7 กลุ่มดอกมีสีขาวอมเหลืองผลเป็นฝักยาว ลักษณะเป็นเส้น ๆ มีขุยสีขาวค้ายฝ้ายปลิวไปตามลมได้ ในฝักมีเมล็ด เล็ก ๆ ติดอยู่กับขุยนั้น
 
การปลูก   นิยมปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ควรห่างจากบ้านพอสมควรเพราะเมื่อมีอายุมาก ขนาดทรงพุ่มจะสูงใหญ๋ ขนาดหลุมปลูก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก 
 
 ความเชื่อ  
                 
คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นสัตบรรณไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเกียรติเพราะพญาสัตบรรณหรือฉัตรบรรณคือเครื่องสูงที่ใช้ในขบวนแห่เป็นเกียรติยศ และ พญา ก็คือ ผู้เป็นใหญ่ที่ควรยกย่อง เคารพนับถือ ดังนั้นพญาสัตบรรณจึงเป็นไม้มงคลนามนอกจากนี้การเจริญเติบโตของทรงพุ่มมีลักษณะคล้ายกับฉันรคือเป็นชั้นๆและยังมีความเชื่ออีกว่าบ้านใดปลูกต้นพญาสัตบรรณไว้ประจำบ้านจะได้รับการยกย่องและนับถือจากบุคคลทั่วไปเพราะสัตคือสิ่งที่ดีงามมีคุณธรรมดังนั้นจึงเป็นที่เคารพนับถือและยกย่องของคนทั่วไป